การขายของออนไลน์ในยุคปัจจุบันมีช่องทางให้เลือกหลากหลาย ทั้งการลงขายผ่าน Marketplace อย่าง Shopee และ Lazada หรือการทำเว็บไซต์ของตัวเอง แต่ละช่องทางมีค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน บทความนี้จะเปิดเผยข้อมูลค่าธรรมเนียมที่แท้จริง เพื่อให้ผู้ประกอบการเลือกช่องทางที่เหมาะสมกับธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โครงสร้างค่าธรรมเนียมของ Shopee และ Lazada
ค่าคอมมิชชั่นต่อการขาย
Platform ทั้งสองเก็บค่าคอมมิชชั่นจากยอดขายที่เกิดขึ้นจริง โดย Shopee และ Lazada เก็บค่าคอมมิชชั่นอยู่ที่ประมาณ 5-12% ขึ้นอยู่กับหมวดหมู่สินค้า ซึ่งดูเหมือนจะไม่สูงมาก แต่เมื่อสะสมยอดขายรายเดือนแล้วจะเป็นจำนวนที่มากขึ้นตามไปด้วย
ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน (Payment Gateway Fee)
นอกจากค่าคอมมิชชั่นแล้ว ผู้ขายยังต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการชำระเงินอีก 3.21% (รวม Vat) ของยอดขาย ซึ่งรวมกับค่าคอมมิชชั่นแล้ว ค่าใช้จ่ายจริงอาจสูงถึง 8-15% ต่อออเดอร์
ค่าโฆษณาและค่าโปรโมชั่น
การแข่งขันบน Platform ทำให้ผู้ขายส่วนใหญ่ต้องลงทุนกับโฆษณาเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็น Sponsored Discovery, Keyword Ads หรือร่วมโปรโมชั่นต่างๆ ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก 5-15% ของยอดขาย
ค่าบริการเสริมอื่นๆ
- ค่าจัดส่งที่ผู้ขายอุดหนุนบางส่วน
- ค่าธรรมเนียมการคืนเงิน/คืนสินค้า
- ค่าบริการ Live Streaming และเครื่องมือการตลาดอื่นๆ
ต้นทุนการทำเว็บไซต์ตัวเอง
ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นในการรับทำ Website
การทำเว็บไซต์มีค่าใช้จ่ายแบบครั้งเดียวในช่วงเริ่มต้น ซึ่งแบ่งเป็น:
ค่าออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์
ค่า Domain Name และ Hosting
- Domain Name: 300-800 บาท/ปี
- Web Hosting: 1,500-5,000 บาท/ปี (สำหรับ Traffic ปานกลาง)
ค่า SSL Certificate
ค่าดำเนินการรายเดือน
ค่า Payment Gateway
ค่าบำรุงรักษา
ค่าการตลาดดิจิทัล
ข้อดีเชิงธุรกิจของการทำ Website ตัวเอง
ความเป็นเจ้าของข้อมูลลูกค้า 100%
เว็บไซต์ตัวเองทำให้ผู้ประกอบการเก็บข้อมูลลูกค้าได้ครบถ้วน ทั้งพฤติกรรมการซื้อ ประวัติการสั่งซื้อ และข้อมูลติดต่อ ซึ่งนำไปใช้ทำการตลาดแบบ Retargeting และสร้าง Loyalty Program ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สร้าง Brand Identity ที่แข็งแกร่ง
การมีเว็บไซต์ตัวเองช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่ต้องแข่งขันด้านราคากับคู่แข่งในหน้าเดียวกันเหมือนบน Platform ทำให้สามารถกำหนดตำแหน่งแบรนด์และเพิ่มมูลค่าให้สินค้าได้ดีขึ้น
ควบคุมประสบการณ์ลูกค้าได้ทั้งหมด
ผู้ประกอบการออกแบบ Customer Journey ได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็นหน้าสินค้า ขั้นตอนการชำระเงิน หรือการบริการหลังการขาย โดยไม่ถูกจำกัดจากกฎเกณฑ์ของ Platform
ไม่มีความเสี่ยงจากนโยบาย Platform
ร้านค้าบน Marketplace อาจโดนระงับหรือปิดบัญชีได้หากผิดกฎ แต่เว็บไซต์ตัวเองให้ความมั่นคงทางธุรกิจที่มากกว่า
กลยุทธ์ที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจแต่ละขนาด
ธุรกิจเริ่มต้น (ยอดขายต่ำกว่า 50,000 บาท/เดือน)
ควรเริ่มจาก Platform เพื่อทดสอบตลาดและสร้างฐานลูกค้า ในขณะที่เตรียมแผนการทำเว็บไซต์ในอนาคต
ธุรกิจขนาดกลาง (ยอดขาย 50,000-200,000 บาท/เดือน)
เหมาะที่จะเริ่มทำเว็บไซต์ควบคู่ไปกับ Platform เพื่อกระจายช่องทางการขายและลดการพึ่งพิง Marketplace
ธุรกิจขนาดใหญ่ (ยอดขายมากกว่า 200,000 บาท/เดือน)
ควรมีเว็บไซต์ตัวเองเป็นช่องทางหลัก และใช้ Platform เป็นช่องทางเสริมเพื่อขยายการเข้าถึง โดยรับทำ Website ที่มีระบบครบครันรองรับการเติบโตระยะยาว
ปัจจัยที่ต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจทำเว็บไซต์
งบประมาณเริ่มต้นและกระแสเงินสด
ต้องมีเงินทุนพอสำหรับการลงทุนเริ่มต้นและรอจุดคุ้มทุนได้ประมาณ 4-8 เดือน
ทีมงานและความพร้อมในการบริหารจัดการ
การมีเว็บไซต์ต้องมีทีมดูแลด้านเทคนิค การตลาดดิจิทัล และ Customer Service โดยเฉพาะ
ฐานลูกค้าและการรับรู้แบรนด์
หากมีฐานลูกค้าประจำและแบรนด์ที่มีการรับรู้บ้างแล้ว จะทำให้การทำเว็บไซต์ประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้น
ประเภทสินค้าและความถี่ในการซื้อซ้ำ
สินค้าที่มีการซื้อซ้ำบ่อยหรือต้องการการดูแลลูกค้าแบบ Long-term เหมาะกับการมีเว็บไซต์ตัวเองมากกว่า
สรุป: เลือกช่องทางไหนดีกว่ากัน
การตัดสินใจระหว่าง Platform และการทำเว็บไซต์ควรพิจารณาจากขนาดธุรกิจ งบประมาณ และเป้าหมายระยะยาว สำหรับธุรกิจที่มียอดขายเกิน 50,000 บาทต่อเดือนและมองหาการเติบโตแบบยั่งยืน การรับทำ Website เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ช่วยลดค่าใช้จ่าย สร้างความเป็นเจ้าของลูกค้า และสร้างความแข็งแกร่งให้แบรนด์ในระยะยาว
ขณะเดียวกัน การใช้ทั้งสองช่องทางแบบ Multi-channel ก็เป็นกลยุทธ์ที่หลายธุรกิจประสบความสำเร็จ โดยใช้ Platform เป็นช่องทางหาลูกค้าใหม่ และนำลูกค้ามายังเว็บไซต์ตัวเองเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวต่อไป

